ท่านผู้หญิงพวงร้อย สนิทวงศ์
(อภัยวงศ์)

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ 
พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร)
หลวงวิจิตรวาทการ
ครูมนตรี ตราโมท
ครูบุญเอื้อ สุนทรสนาน


ประวัติห้อง | ประวัติบุคคล


ครูมนตรี  ตราโมท

ครูมนตรี ตราโมท เป็นบุตรนายยิ้ม และนางทองอยู่ เกิดที่บ้านท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
เมื่อ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๓ เดิมชื่อ  "บุญธรรม"

         ในสมัยที่มีการประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการตั้งชื่อบุคคล ท่านจึงเปลี่ยนชื่อเป็น "มนตรี"
เมื่อ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๕ สำหรับนามสกุล "ตราโมท" เป็นนามสกุลที่ พระองค์เจ้าคำรบ ประทานให้
มีสำเนียงล้อ "ปราโมช" ของพระองค์ท่าน

      ครูมนตรีรับการศึกษาที่โรงเรียนประจำจังหวัดสุพรรณบุรี (ปรีชาพิทยากร) สอบได้ชั้นมัธยมปีที่ ๓ เหตุที่ท่านมีโอกาสได้เป็นนักดนตรีไทยก็เพราะว่าบ้านของท่านอยู่ใกล้วัดสุวรรณภูมิ ซึ่งมีวงปี่พาทย์
ฝึกซ้อมกันอยู่เป็นประจำ ท่านจึงได้ยินเสียงเพลงปี่พาทย์อยู่เสมอจนจำทำนองเพลงได้เป็นตอนๆ

     เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ แล้ว จึงคิดที่จะเรียนต่อที่กรุงเทพฯ แต่ท่านมีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน
ตลอดเวลา จึงเรียนไม่ทันเพื่อนฝูง เลยหมดกำลังใจที่จะเรียนต่อ ในเวลานั้น ครูสมบุญซึ่งเป็นนักฆ้อง
จึงชวนให้หัดปี่พาทย์ ซึ่งครูมนตรีก็มีใจรักอยู่แล้วจึงฝึกฝนด้วยความมานะพยายาม จนมีความคล่องแคล่วพอควร

      ท่านได้เป็นนักดนตรีปี่พาทย์ อยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ ๒ ปี ต่อมาราวปี พ.ศ. ๒๔๕๖
ท่านได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดสมุทรสงคราม ที่บ้านครูสมบุญ สมสุวรรณ ซึ่งมีทั้งปี่พาทย์และแตรวง
ท่านจึงได้มีโอกาสฝึกหัดทั้งสองอย่าง

     เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี ได้สมัครเข้ารับราชการในกรมพิณพาทย์ทอง กรมมหรสพ กรมมหาดเล็ก
ที่กรมพิณพาทย์หลวง ท่านได้เรียนฆ้องวงใหญ่จากหลวงบำรุงจิตเจริญ (ธูป สาตนะวิลัย)
และเรียนกลองแขกจากพระพิณบรรเลงราช (แย้ม ประสานศัพท์)

     ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖

     ครูมนตรี มีฝีมือทางการบรรเลงฆ้องวง แต่เพื่อให้ท่านมีฝีมือในเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ
พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์)
เจ้ากรมพิณพาทย์หลวง จึงให้ครูมนตรี
เปลี่ยนเป็นครูตีระนาดทุ้ม ท่านได้รับเลือกให้เข้าประจำอยู่ในวงข้าหลวงเดิม
ซึ่งเป็นวงที่จะต้องตามเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานทุกแห่ง ทำให้ท่านเป็นผู้กว้างขวาง
ในวงสังคมสมัยนั้น

     ท่านรับราชการอยู่ที่แผนกปี่พาทย์หลวงได้ไม่นาน ก็เกิดการโอนวงปี่พาทย์และโขนละคร
ไปสังกัดอยู่กับกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ ท่านจึงย้ายไปประจำโรงเรียนศิลปากร
แผนกนาฏดุริยางค์ (ปัจจุบันคือวิทยาลัยนาฏศิลป์)

     นอกจากท่านจะมีฝีมือในการบรรเลงดนตรีแล้ว ท่านยังมีความสามารถในการแต่งเพลงอีกด้วย
ท่านแต่งเพลงมาแล้วมากมาย มากกว่า ๒๐๐ เพลง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๓ เป็นต้นมา มีทั้งเพลง ๓ ชั้น
เพลงเถา เพลงประวัติศาสตร์ เพลงระบำและเพลงเบ็ดเตล็ด เคยมีผู้รวบรวมไว้ได้ถึง ๒๐๐ กว่าเพลง

      นอกจากท่านจะแต่งเพลงดังกล่าวมาแล้ว ท่านยังเคยแต่งเพลงประกวดทั้งบทร้องและทำนองเพลง
และได้รับรางวัล ๑ เพลงนั้นชื่อว่า "เพลงวันชาติ" เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓

     เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า ครูมนตรี ตราโมทเป็นครูผู้ประกอบพิธีไหว้ครู และครอบ ประสิทธิ์ประสาทวิชา
วิชาดนตรีไทยของกรมศิลปากร นอกจากท่านจะกระทำพิธีให้แก่กองการสังคีต และวิทยาลัยนาฏศิลป์
ทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัดแล้ว ท่านยังทำพิธีไหว้ครูดนตรีไทย ให้แก่หน่วยราชการ สถานศึกษา
และเอกชนทั่วไป

     ครูมนตรีนอกจากจะมีความรู้และความสามารถในการแต่งเพลงและการบรรเลงดนตรีไทยแล้ว
ท่านยังมีความรู้ทางโน้ตสากลและดนตรีสากลอีกด้วย ซึ่งยิ่งช่วยเพิ่มความรู้ทางดนตรีไทย
และการแต่งเพลงมากขึ้น

     อิทธิพลของการสร้างงานวิชาการของครูมนตรีนั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมดนตรีไทย
อย่างใหญ่หลวง ไม่ว่าการศึกษาในภาคบังคับของรัฐ การค้นคว้าวิจัยถึงความรู้ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีไทย
ทั้งในทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี วรรณคดี คติชนวิทยา การประยุกต์ความรู้ทางสังคมศาสตร์
ต่อการพัฒนางานเพลงออกมาให้สมยุคสมัย เพลงเอกที่เป็นผลงานของท่าน เช่น
โสมส่องแสง
, ระบำโบราณคดี ๕ ยุค, ระบำมยุราภิรมย์, ระบำดอกบัว, ระบำเริงอรุณ,
ระบำนพรัตน์, ระบำไกรลาสสำเริง, แขกต่อยหม้อเถา, ขอมเงิน เถา, ขอมทรงเครื่องเถา,
พม่าเห่ เถา, โหมโรงรัตนโกสินทร์, โหมโรงมหาราช, ชื่นชุมนุมกลุ่มดนตรี,
เพลงชุดประวัติศาสตร์
เป็นต้น

     ครูมนตรีรักการอ่านหนังสือทำให้ท่านมีความรู้กว้างขวาง ท่านชอบโคลงมาก ท่านจึงแต่งโคลงไว้
มากมาย นอกจากนี้หนังสือประเภทสารคดีที่เกี่ยวกับวิชาการทางด้านศิลปะ ท่านก็ได้แต่งไว้หลายเรื่อง
อาทิเช่น "ดุริยางค์ศาสตร์ไทยภาควิชาการ" "การละเล่นของไทย" "ศัพท์สังคีต"

      นอกจากนี้ก็มีเรื่องสั้นๆ ที่ท่านเขียนไว้ในหนังสือต่างๆ เช่น เรื่องปี่พาทย์ไทย ปี่พาทย์มอญ
ปี่พาทย์ชวา เครื่องสายไทย ดุริยเทพดนตรีกับชีวิต วงดนตรีประกอบการแสดงโขน ฯลฯ

     ท่านยังได้เขียนอธิบายความหมายของคำต่างๆ ในหนังสือสารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน
และ เขียนเรื่องดนตรีไทยในหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนไทย เล่ม ๑ ในพระราชประสงค์
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

     ในโอกาสฉลอง ๒๐๐ ปี กรุงรัตนโกสินทร์ กรมศิลปากรจัดพิมพ์ หนังสือหลายเล่ม
ท่านก็ได้มีส่วนเขียน เรื่องดนตรีไทย ภาพกลางลงพิมพ์ในหนังสือชุดศิลปกรรมไทย
หมวด "นาฏดุริยางคศิลป์ยุคกรุงรัตนโกสินทร์" ด้วย

     ผลงานทางด้านข้อเขียนของครูมนตรี ที่ท่านภาคภูมิใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อทางราชการ
สร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่จังหวัดสุพรรณบุรีแล้วเสร็จ ได้จัดให้ผู้เชี่ยวชาญ
จำนวนมากเรียบเรียงข้อความที่จะจารึกเทิดทูนพระวีรเกียรติประวัติของพระองค์
โดยใช้ถ้อยคำแต่น้อยกินความมาก เพื่อให้พอเหมาะกับขนาดแผ่นจารึกที่ฐานพระราชานุสาวรีย์
ผลการคัดเลือกปรากฏว่า ข้อความของครูมนตรีได้รับการพิจารณาให้จารึกในแผ่นศิลาดังกล่าว

   ครูมนตรี เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านเคยได้รับเกียรติให้เป็นกรรมการมากมายหลายคณะ เช่น

    • กรรมการตัดสินเพลงชาติ
    • กรรมการศิลปะของสภาวัฒนธรรม
    • ประธานกรรมการการรับรองมาตรฐานวิทยาลัยเอกชน สาขาดุริยางคศิลปะของ
      ทบวงมหาวิทยาลัย
    • รองประธานกรรมการตัดสิน การอ่านทำนองเสนาะ
    • กรรมการตัดสินคำประพันธ์เรื่องเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    • ที่ปรึกษาคณะกรรมการ จัดทำแบบเรียนวิชาดนตรีศึกษา ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
    • ฯลฯ

  • เครื่องราชอิสริยาภรณ์
    • ประถมาภรณ์ช้างเผือก
    • ทุติยจุลจอมเกล้า
    • เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา
    • เหรียญรัตนาภรณ์ชั้นที่ ๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
  • เกียรติคุณในฐานะบัณฑิต
    • ได้รับพระราชทานปริญญาอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
      จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓
    • ได้รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
      จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๔
    • ได้รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
      จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๖
    • ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิตในประเภทวิจิตรศิลป์
      สำนักศิลปกรรม ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลง ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๔

  • การประกาศรางวัล
    • ศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทย พ.ศ. ๒๕๒๘
      (เป็นผู้ที่มีความสามารถในด้านดนตรีและเพลงไทยเป็นเยี่ยมหาผู้ใดเทียบมิได้
      สมควรที่จะได้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทยอย่างแท้จริง)
    •  นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๙


ถึงแก่กรรมเมื่อ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘